中国威胁 “ภัยคุกคามจีน”
Categories: sclc-ชีพจรจีนคอลัมน์ออนไลน์ "ชีพจรจีน" ประจำเดือนตุลาคม 2568
เรื่อง 中国威胁 “ภัยคุกคามจีน” (China Threat)
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรภวิษย์ หล้าพีระกุล (อาจารย์ประจำสำนักวิชาจีนวิทยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)

หลาย ๆ คนที่ศึกษาเรื่องจีน หรือเรียนด้านรัฐศาสตร์ การทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ภัยคุกคามจีน” (中国威胁 / China Threat) ซึ่งหมายถึง มุมมองหรือความหวาดวิตกของนานาประเทศที่เห็นว่า การผงาดขึ้นของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหาร กำลังเป็นภัยต่อระเบียบโลกที่เป็นอยู่และผลประโยชน์ของประเทศอื่น ๆ แนวคิดนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายด้านต่าง ๆ ของการ “崛起” “China Rise” หรือ “การผงาดขึ้นของจีน” ไม่ว่าจะเป็น การขยายอิทธิพลทางทหาร การอ้างสิทธิเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบครอบงำโดยกู้ยืมเงิน และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศที่มักถูกนำมาใช้โจมตีจีนผ่านกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา
แล้วจุดเริ่มต้นของแนวคิด “ภัยคุกคามจีน” เกิดขึ้นได้อย่างไร
แนวคิด “China Threat Theory” ปรากฏอย่างเป็นระบบครั้งแรกในช่วง กลางทศวรรษ 1990 โดยมีบทความสำคัญของ Denny Roy (1994) เรื่อง “The ‘China Threat’ Issue: Major Arguments” ตีพิมพ์ในวารสาร Asian Survey ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับการอ้างถึงอย่างกว้างขวาง นักวิชาการตะวันตก เช่น Richard Bernstein และ Ross H. Munro ก็ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “The Coming Conflict with China” (1997) ที่ช่วยขยายแนวคิดนี้ให้แพร่หลาย โดยเสนอว่า “จีนจะเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่ท้าทายสหรัฐฯ และพันธมิตรในเอเชีย” โดยแนวคิดนี้ได้รับแรงหนุนจากความเปลี่ยนแปลงหลังสงครามเย็น เมื่อจีนเริ่มเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และขยายบทบาทในเวทีโลก นักวิเคราะห์ตะวันตกจึงมองว่า จีนอาจกลายเป็น “ผู้ท้าทายระเบียบโลกแบบตะวันตก” (Challenger to the Western-led World Order)
ตัวอย่างของ “ภัยคุกคามจีน” ในมุมมองต่างประเทศ
1. กรณีทะเลจีนใต้ (South China Sea)
จีนอ้างสิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ รวมถึงเกาะและแนวปะการังที่ประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เช่นกัน จีนได้สร้างสิ่งปลูกสร้างและฐานทัพในบางพื้นที่ ทำให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน และกับสหรัฐอเมริกาที่ส่งกองเรือเข้ามาในนามของ “เสรีภาพในการเดินเรือ” (Freedom of Navigation Operations) เพื่อต่อต้านการอ้างสิทธิ์ของจีน
2. โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI)
โครงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างจีนกับเอเชีย แอฟริกา และยุโรปนี้ ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “กับดักหนี้” (Debt Trap Diplomacy) ที่เพิ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนในประเทศกำลังพัฒนา หลายประเทศ เช่น ศรีลังกา ปากีสถาน และเคนยา ถูกใช้เป็นตัวอย่างของผลกระทบจากการพึ่งพาการลงทุนของจีน
3. ประเด็นสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
หลายประเทศตะวันตกแสดงความกังวลต่อการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยในซินเจียงและทิเบต รวมถึงการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนและการรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าจีนในบางช่วงเวลา
การตอบโต้ของจีนต่อแนวคิด “ภัยคุกคามจีน”
จีนตอบโต้แนวคิด “China Threat” ด้วยการเสนอกรอบแนวคิดตรงข้ามคือ “China’s Peaceful Rise” (การผงาดขึ้นอย่างสันติของจีน) ซึ่งถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Zheng Bijian ในปี 2003 ในเวที Boao Forum for Asia แนวคิดนี้เน้นว่า การเติบโตของจีนเป็น โอกาส (Opportunity) ไม่ใช่ภัยคุกคาม ตัวจีนเองนั้นจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าโลก แต่จะพัฒนาอย่าง ร่วมมือและสันติ และจีนพยายามอย่างยิ่งยวดในการยึดมั่นในแนวทาง “Win–Win Cooperation” และ “Community of Shared Future for Mankind” (人类命运共同体) นอกจากนี้จีนยังใช้ “การทูตสาธารณะ” (Public Diplomacy) และ “อำนาจอ่อน” (Soft Power) เพื่อปรับภาพลักษณ์ของตนผ่านโครงการทางวัฒนธรรม เช่น สถาบันขงจื่อ (Confucius Institutes) สื่อระดับโลก เช่น CGTN และกิจกรรมทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ
รายการอ้างอิง
Gill, B. (2013). China’s search for security. The China Quarterly, 214, 471–472. doi:10.1017/S0305741013000398
Pan, C. (2004). The “China Threat” in American self-imagination: The discursive construction of other as power politics. Alternatives: Global, Local, Political, 29(3), 305–331. http://www.jstor.org/stable/40645119
Roy, D. (1996). The “China Threat” issue: Major arguments. Asian Survey, 36(
, 758–771. https://doi.org/10.2307/2645437
Zheng, B.J. (2005). China’s “Peaceful Rise” to great-power status. Foreign Affairs, 84(5), 18–24. https://doi.org/10.2307/20031702
- 9