ศาสนาในจีนปัจจุบัน: เครื่องเยียวยาจิตใจ สัญลักษณ์แห่งการปรองดอง และการสร้างความสมดุลในสังคมอัตลักษณ์แบบจีน

Categories: sclc-ชีพจรจีน

คอลัมน์ออนไลน์ "ชีพจรจีน" ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568

เรื่อง ศาสนาในจีนปัจจุบัน: เครื่องเยียวยาจิตใจ สัญลักษณ์แห่งการปรองดอง และการสร้างความสมดุลในสังคมอัตลักษณ์แบบจีน

โดย อาจารย์เอกชัย ทวีปวรชัย (อาจารย์ประจำสำนักวิชาจีนวิทยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)

            หลายท่านอาจเคยเข้าใจว่าคนจีนไม่มีศาสนาหรือไม่ได้นับถือศาสนา แต่หากพิจารณาอารยธรรมจีนอย่างลึกซึ้ง จะเห็นถึง วิวัฒนาการทางความเชื่อ และ ศาสนา ที่มีบทบาทสำคัญต่อผู้ปกครองบ้านเมืองตั้งแต่ยุคเริ่มต้น เช่น ราชวงศ์เซี่ย ซัง และโจว ในยุคโบราณนั้น ความเชื่อดั้งเดิมได้มีบทบาทในฐานะเครื่องมือในการสนับสนุนการบริหารรัฐ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วง ยุครณรัฐ ซึ่งความวุ่นวายได้จุดประกายแนวความคิดของนักปราชญ์จำนวนมากเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ร้อยสำนักประชันฝีมือ" แม้ว่าการสร้างระเบียบพิธีการของอ๋องแห่งราชวงศ์โจว (周礼) จะเกิดขึ้น แต่แนวคิดปรัชญาการเมือง โดยเฉพาะ สำนักนิติธรรมนิยม (法家) ในสมัยจักรพรรดิฉิน กลับเข้าแทนที่และลดบทบาทของศาสนาความเชื่อดั้งเดิมลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในยุคสังคมศักดินา ประเทศจีนได้เปิดรับศาสนาจากภายนอก เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และ ศาสนาอิสลาม ศาสนาเหล่านี้ไม่ได้มีบทบาทแค่ทางจิตวิญญาณ แต่ยังส่งอิทธิพลต่อด้านวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะศาสนาพุทธได้กลับมามีบทบาทในสังคมจีนอีกครั้งตั้งแต่ระดับประชาชนไปจนถึงชนชั้นปกครอง แต่ถึงกระนั้น ปรัชญาสำนักหยู (儒家) ที่มีขงจื๊อเป็นบุคคลสำคัญ ก็ยังคงเป็นแกนหลักทางการเมืองและสังคมมาโดยตลอด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อบทบาทของปรัชญาหยูเจียกับอำนาจรัฐได้ลดความสำคัญลงพร้อมกับการสิ้นสุดของราชวงศ์ชิง การนับถือศาสนาของจีนจึงมีความอิสระมากยิ่งขึ้นในยุคสาธารณรัฐและยุคสังคมนิยมปัจจุบัน ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความกดดันจากสภาพเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานที่สูงของจีนปัจจุบัน ทำให้ประชาชนหันมาเข้าวัดและแสวงหาความผ่อนคลายแรงกดดันต่าง ๆ บทความนี้จึงวิเคราะห์ถึงบทบาทของศาสนาที่มีต่อสังคมจีนในยุคปัจจุบัน โดยเน้นที่การเป็น เครื่องเยียวยาจิตใจ สัญลักษณ์แห่งการปองดอง และกลไกในการสร้างความสมดุลในสังคมอัตลักษณ์แบบจีน

1. ศาสนาในฐานะเครื่องเยียวยาจิตวิญญาณและสัญลักษณ์บอกทาง

บทบาทสำคัญของศาสนาในจีนปัจจุบันคือการเป็น "เครื่องเยียวยาทางจิตวิญญาณ" และเป็น "เบาะรองรับทางสังคม"ในยุคที่การแข่งขันที่สูงลิ่วและทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด (内卷(Involution)) ภายใต้แรงกดดันจากวัฒนธรรมการทำงานหนัก (เช่น วัฒนธรรม 996) การตกงาน รวมทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คนจีนจำนวนมากประสบกับความเครียดและความไม่สมหวัง ปรัชญาสำนักหยู (儒家) มีบทบาทในสังคมจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่เน้นการจัดระเบียบทางสังคม อาจไม่ครอบคลุมถึงการเยียวยาความทุกข์ส่วนบุคคล อย่างลึกซึ้ง ศาสนาต่าง ๆ ในประเทศจีน จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้อย่างรวดเร็ว Kan. China.com (2024) นับตั้งแต่หลังโควิดเป็นต้นมา วัยหนุ่มสาวก็เข้าวัดมากยิ่งขึ้น ทั้งไปท่องเที่ยว ไปไหว้พระขอพร ไปทำงานอาสาสมัครเป็นต้น หรือ Liang, Luo, and Chen (2024) กล่าวถึงเหตุผลที่วัยรุ่นเข้าวัดเข้าวากันเป็นจำนวนมากนั้น มาจากการต้องการลดความกดดัน ความไม่ราบรื่นและการค้นหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณเป็นต้น จึงสะท้อนได้ว่าศาสนสถานและศาสนา กลายมาเป็นที่ผ่อนคลายทางจิตใจ และเป็นป้ายบอกทางในการดำเนินชีวิตในสภาพสังคมปัจจุบันของจีน

2. ศาสนากับการปรับสมดุลระหว่างอารยธรรมทางวัตถุกับอารยธรรมทางจิตใจ

ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมารัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคู่ขนานระหว่างอารยธรรมทางวัตถุและอารยธรรมจีน Xu (2022) การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงความทันสมัยในสังคมอัตลักษณ์จีนปัจจุบันคือ การกลมกลืนระหว่างอารยธรรมวัตถุและอารยธรรมด้านจิตใจ ดังนั้นการเข้าวัด การเข้าโบสถ์ หรือการเข้ามัสยิดนั้น กำลังทำหน้าที่ในด้านการปรับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสังคม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจผิดหวัง ชะลอ ผลกระทบด้านลบของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และวัตถุในสังคม เช่น การประท้วง หรือก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม Wang (2023) สุดท้ายแล้วคนหนุ่มสาวที่เข้าวัดเข้าวานั้นก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ในบริบทนี้รัฐบาลย่อมมองเห็นประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการชะลอความตึงเครียดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคมนั้น เป็นการซื้อเวลาให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ได้ โดยที่ความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงอยู่

3. การควบคุมเพื่อสร้างความสมดุลคู่ขนานทางการเมือง

แม้รัฐบาลจีนจะอนุญาตให้ศาสนามีบทบาทเยียวยา แต่รัฐก็ยังคงควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง "ความสมดุลคู่ขนาน" ที่ศาสนาต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจการเมือง นับตั้งแต่การปกครองในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นต้นมา รัฐบาลให้อิสระกับการนับถือศาสนา และการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาแก่ประชาชนจีนทุกชนชาติ แต่ต้องอยู่ในกฎระเบียบที่วางไว้คือต้องอยู่ภายใต้การปกครองในระบบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน Wang (2021) ตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 18 เป็นต้นมา รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนากิจการศาสนาที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสน์จีน ซึ่งใน 9 ประเด็นจำเป็นนั้น รวมถึงจำเป็นต้องยืนหยัดและพัฒนาแนวคิดศาสนาที่สอดคล้องกับสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ดังนั้นศาสนาในประเทศจีนจึงถูกตีกรอบให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามแนวคิดสังคมนิยม เมื่อวิเคราะห์จากมิติทางการเมือง ศาสนาในจีนคือกลไกคู่ขนานที่พัฒนาไปพร้อมกับการเมือง ช่วยประคับประคองการระบบการเมืองให้มีความมั่นคงมากขึ้น

4. สัญลักษณ์แห่งการปรองดองในสังคมอัตลักษณ์แบบจีน

ในมุมมองทางมานุษยวิทยา ศาสนาได้ถูกรัฐกำหนดบทบาทให้เป็น "สัญลักษณ์แห่งการปรองดอง" ของสังคมนิยมในอัตลักษณ์แบบจีน เพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นของชาติและบริหารความหลากหลายทางประชากร เป็นเครื่องมือรวมชาติ ซึ่งรัฐใช้การฟื้นฟูวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม (เช่น ปรัชญาสำนักหยู) เพื่อสร้างภาษาทางวัฒนธรรมร่วม และ อัตลักษณ์ร่วมในหมู่ประชากรส่วนใหญ่ เป็นเครื่องมือในการจัดการความหลากหลายและการแบ่งแยกดินแดน (เช่น ในซินเจียงหรือทิเบต) แต่ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้มีการแสดงออกทางวัฒนธรรมในระดับที่ไม่เป็นภัย ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง ความเป็นเอกภาพของชาติ กับ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์

            ศาสนาในจีนปัจจุบันจึงเป็นมากกว่าเรื่องของความศรัทธา เป็นกลไกทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน ที่รัฐบาลจีนจำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในทุกมิติ เพื่อไปสู่ความฝันในร้อยปีที่สอง โดยรวมแล้ว บทบาทศาสนาในจีนคือการเป็นตัวประสาน ที่ช่วยรักษาความสมดุลทางจิตวิญญาณของประชาชน และเสริมความมั่นคง ให้แก่ระบอบการปกครองในระบบสังคมนิยม ศาสนาได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ ในการนำพาสังคมจีนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนนี้ ให้ดำเนินไปตามเส้นทางของสังคมนิยมในแบบอัตลักษณ์จีนอย่างต่อเนื่อง โดยที่แรงกดดันทางสังคมไม่ก่อให้เกิดการลุกฮือทางการเมือง และมีแนวโน้มว่าศาสนสถานในประเทศจีนจะมีความรุ่งเรืองและได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น

รายการอ้างอิง

Kan. China.com. (2024, July 23). Nianqing ren ji bao daoguan, simiao: Zhe yidài de jingshen zijiu! [Young people filling up Daoist temples and Buddhist temples: This generation’s spiritual self-rescue!]. https://kan.china.com/article/6985956.html

Liang, L. F., Luo, Z. X., & Chen, X. T. (2024, July 31). Nianqing ren de ku, simiao duu qingchu [The sufferings of young people are well understood by temples]. The Paper. https://www.thepaper.cn/newsDetail_forward_28167574

Wang, Q. (2021, December 5). Jianchi woguo zongjiao zhongguo hua fangxiang, zong shuji dui ci wei he ruci zhongshi? [Why the General Secretary attaches such importance to upholding the direction of Sinicization of religion in our country?]. Xinhua News Agency. http://www.news.cn/politics/leaders/2021- 12/05/c_1128133582.htm

Wang, Z. (2023, March 22). Nianqing ren ji bao simiao, bu dengyu tamen touxiangle fozu de huaibao[Young people crowd into temples, but that doesn’t mean they are embracing the Buddha]. China Youth Daily Client – Youth.cn. https://news.youth.cn/jsxw/202303/t20230322_14403512.htm

Xu, Y. (2022, December 7). Ershi da baogao fudao bai wen | ruhe lijie zhongguo shi xiandaihua shi wuzhi wenming he jingshen wenming xiang xietiao de xiandaihua? [Guidance on the 20th Party Congress report | How to understand that Chinese style modernization is modernisation where material civilisation and spiritual civilisation are coordinated]. Communist Party Members Network. https://www.12371.cn/2022/12/07/ARTI1670417413571796.shtml

  • 14