อยู่อย่างสันติในโลกที่ไม่สงบ: จีนกับบทบาทใหม่ในความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
Categories: sclc-ชีพจรจีนคอลัมน์ออนไลน์ "ชีพจรจีน" ประจำเดือนมกราคม 2569
เรื่อง อยู่อย่างสันติในโลกที่ไม่สงบ: จีนกับบทบาทใหม่ในความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรภวิษย์ หล้าพีระกุล (อาจารย์ประจำสำนักวิชาจีนวิทยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)

ช่วงปลายปี ค.ศ. 2025 ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาปะทุอีกครั้ง และเป็นการปะทะที่รุนแรงกว่ารอบก่อนหน้า มีรายงานความสูญเสียและการอพยพของประชาชนจำนวนมาก โดยก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้า “หยุดยิงรอบใหม่” และพยายามตรึงสถานการณ์ไม่ให้กลับไปสู่การปะทะเต็มรูปแบบอีกครั้ง ในกระบวนการคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ ภาพที่เด่นชัดคือ “ภูมิทัศน์ตัวกลาง” ไม่ได้มีเพียงอาเซียนในฐานะกรอบภูมิภาคเท่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาและจีนได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในระดับถ้อยแถลงทางการทูต การส่งผู้แทน ทูตพิเศษ และการเป็นพื้นที่หรือเจ้าภาพให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาพบหารือเพื่อพยุงการหยุดยิงและฟื้นความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
การขยับตัวของจีนในวิกฤตไทย–กัมพูชาไม่ได้เกิดขึ้นอย่าง “ลอยตัว” หากแต่ผูกโยงกับชุดความคิดที่จีนใช้วางกรอบภาพลักษณ์และความชอบธรรมของตนในเวทีระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน นั่นคือแนวคิด “อยู่อย่างสันติ” ซึ่งในภาษาทางการทูตจีนมักยึดโยงกับหลัก “和平共处五项原则” ในภาษาไทยคือ “หลักการห้าประการแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติ” หรือที่รู้จักในโลกภาษาอังกฤษว่า “Five Principles of Peaceful Coexistence” หลักการนี้ก่อตัวขึ้นในบริบทสงครามเย็นและการปลดแอกอาณานิคม โดยถูกเสนออย่างเป็นรูปธรรมในปลายปี ค.ศ.1953 ระหว่างการเจรจาจีน–อินเดียเกี่ยวกับทิเบต และต่อมาถูกยืนยันในความตกลงจีน–อินเดียปี ค.ศ.1954 ก่อนจะถูกขยายความและใช้อ้างอิงเป็นบรรทัดฐานกำกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยสาระสำคัญของ “หลักการห้าประการแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติ” สรุปเป็น 5 ข้อ ได้แก่
1. เคารพซึ่งกันและกันต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
2. ไม่รุกรานซึ่งกันและกัน
3. ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
4. ความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน
5. อยู่ร่วมกันโดยสันติ
เมื่อมองในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ หลักการทั้งห้านี้มีหน้าที่อย่างน้อยสองชั้นพร้อมกัน กล่าวคือ ชั้นแรกคือ การยืนยันความเป็นรัฐอธิปไตย (Westphalian sovereignty) ของประเทศกำลังพัฒนาในยุคหลังอาณานิคม โดยเน้น “ไม่แทรกแซง” และ “เคารพบูรณภาพดินแดน” เป็นแกนกลาง ชั้นที่สองคือ การทำหน้าที่เป็น “ภาษาการทูต” ให้จีนวางตำแหน่งตนเองว่าเป็นมหาอำนาจที่ยึดมั่นในความเสมอภาค ไม่ใช่มหาอำนาจที่ใช้อิทธิพลบีบบังคับ อย่างน้อยในเชิงวาทกรรมและการให้เหตุผลต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ดี ในโลกแห่งความเป็นจริงของการทูตยุคปัจจุบัน “การไม่แทรกแซง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” เสมอไป งานศึกษาว่าด้วยบทบาทจีนใน “การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง” ชี้ว่า จีนพัฒนารูปแบบการทำหน้าที่ตัวกลางที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างประเทศ ก บนหลักการไม่แทรกแซง และกับประเทศ ข บนผลประโยชน์ด้านเสถียรภาพภูมิภาค เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ความเป็นผู้รับผิดชอบ โดยใช้เครื่องมืออย่างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ การทูตแบบ “ให้พื้นที่คู่ขัดแย้งกำหนดทางออกเอง” และการอำนวยความสะดวกมากกว่าการบังคับ
เมื่อนำกรอบนี้กลับมาดูกรณีไทย–กัมพูชา เราจะเห็นตรรกะของอยู่ร่วมกันอย่างสันติถูกนำมาใช้อย่างน้อยสามมิติ คือ มิติที่หนึ่ง สร้างกรอบความชอบธรรม จีนสื่อสารว่าตน “เป็นมิตรกับทั้งสองฝ่าย” และสนับสนุนให้แก้ไขผ่านการเจรจาอย่างสันติ อันเป็นการสอดรับหลักการเคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซง และการอยู่ร่วมกันโดยสันติ มิติที่สอง บทบาทตัวกลางเชิงอำนวยความสะดวก กล่าวคือ การเป็นเจ้าภาพให้รัฐมนตรีต่างประเทศพบกันในจีน (รวมถึงการหารือเพื่อค้ำจุนการหยุดยิง) ช่วยสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางการทูต” ที่ลดต้นทุนทางการเมืองภายในของคู่ขัดแย้งในการถอยคนละก้าว และสุดท้าย มิติที่สาม แสดงสถานะจีนในระเบียบภูมิภาคใหม่ วิกฤตชายแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเวทีที่จีนแสดงความสามารถเชิง “การจัดการความขัดแย้ง” ควบคู่กับอาเซียนและผู้เล่นอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ยิ่งทำให้วาทกรรม “สันติ ไม่แทรกแซง ผลประโยชน์ร่วมกัน” มีบทบาทที่กลายเป็นทั้งหลักการและเครื่องมือทางการทูตไปพร้อมกัน
กล่าวโดยสรุป คือ หาก “ชีพจรจีน” ในรอบนี้จะชี้ให้เห็นอะไรสักอย่าง นั่นคือ การเข้ามามีบทบาทของจีนในความขัดแย้งไทย–กัมพูชาที่ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นการทำงานของ “มรดกทางความคิด” ที่จีนยึดโยงมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และถูกปรับให้เข้ากับยุคที่จีนมีความสามารถและผลประโยชน์ข้ามพรมแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “หลักการห้าประการแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติ” เป็นภาษากลางในการอธิบายตัวตนและบทบาทของจีนต่อสายตาโลก
รายการอ้างอิง
Hirono, M. (2019). China's conflict mediation and the durability of the principle of non-interference: The case of post-2014 Afghanistan. The China Quarterly, 239, 614–634. https://doi.org/10.1017/S0305741018001753
Liu, Z. (2014). Following the Five Principles of Peaceful Coexistence and jointly building a community of common destiny. Chinese Journal of International Law, 13(3), 477–480. https://doi.org/10.1093/chinesejil/jmu023
Van Eekelen, W. F. (1967). Five Principles of Peaceful Coexistence. In Indian Foreign Policy and the Border Dispute with China (pp. 38–49). Springer. https://doi.org/10.1007/978-94-017-6555-8_3
Verma, D. P. (1989). Jawaharlal Nehru: Panchsheel and India's constitutional perspective. Studies in Humanities and Social Sciences, 45(4). https://doi.org/10.1177/097492848904500401
Wen, J. (2004). Carrying Forward the Five Principles of Peaceful Coexistence in the Promotion of Peace and Development. Chinese Journal of International Law, 3(2), 363–368. https://doi.org/10.1093/oxfordjournals.cjilaw.a000522
- 21