ทิศทั้งสี่กับวิถีชีวิตจีน

Categories: sclc-ชีพจรจีน

คอลัมน์ออนไลน์ "ชีพจรจีน" ประจำเดือนมีนาคม 2569

เรื่อง ทิศทั้งสี่กับวิถีชีวิตจีน

โดย อาจารย์ซ่อซิง เมธาธารณ์กุล (อาจารย์ประจำสำนักวิชาจีนวิทยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) 

            บทความนี้ต้องการบอกเล่าความหมายเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ “ทิศทั้งสี่” อันได้แก่ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกตก ทิศใต้ และทิศเหนือ (东、西、南、北) ผ่านภาษา สำนวน และคติความเชื่อที่สะท้อนโลกทัศน์ของชาวจีนในอดีต เนื่องจากทิศทั้งสี่มิได้เป็นเพียงการกำหนดตำแหน่งเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีนัยเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความตาย อำนาจ และระบบคุณค่าในสังคมอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

กำเนิดเรื่องทิศทั้งสี่

            อักษรจีนเป็นระบบอักษรภาพ (logographic writing system) ที่มีพัฒนาการยาวนานและสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ความคิด และการรับรู้โลกของชาวจีนโบราณ คนจีนโบราณสร้างตัวอักษรจีนขึ้นมาจากภาพ โดยจะวาดภาพวัตถุเฉพาะเจาะจง ดังที่ สวี่เฉิ้น许慎ได้กล่าวไว้ว่า "วาดวัตถุตามรูปทรงและส่วนโค้งของมัน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นตัวอย่าง" ซึ่งวิธีการสร้างตัวอักษรแบบภาพนี้เป็นวิธีการแบบแรกที่คนจีนโบราณใช้ โดยวาดโครงร่างทั่วไปของสรรพสิ่งต่างๆ ด้วยเส้นขีดง่ายๆ ดังนั้นตัวอักษรจำนวนมากจึงมีต้นกำเนิดจากภาพสัญลักษณ์ที่เลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ อย่างเช่นอักษรที่ใช้แสดง “ทิศทั้งสี่” ได้แก่ 东(東)、西、南และ 北 ซึ่งสามารถสืบย้อนรากฐานไปถึงอักษรโบราณ เช่น อักษรบนกระดูกสัตว์และกระดองเต่า (甲骨文) ที่ใช้ในสมัยราชวงศ์ซาง(商朝)

            ในวัฒนธรรมจีนโบราณ “ทิศทั้งสี่” (东、西、南、北) มิได้ถูกใช้เพียงเพื่อบอกตำแหน่งเชิงพื้นที่เท่านั้น แต่ยังแฝงด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคมของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเกษตรกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติ เช่น การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และฤดูกาลต่าง ๆ ความหมายของทิศแต่ละทิศจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดทางปรัชญา เช่น หยินหยาง (阴阳) และธาตุทั้งห้า (五行) ตลอดจนปรากฏในภาษาและสำนวนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยคนจีนได้ลำดับการเรียกทิศตามระดับความสำคัญ โดยจะมีการเรียงลำดับตามนี้ "ตะวันออก → ตะวันตก → ใต้ → เหนือ"(东、西、南、北) เป็นการจัดเรียงมาตรฐานเรื่องทิศของจีน การเรียงตามลำดับแบบนี้ได้สะท้อนถึงแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า ทิศตะวันออกเหนือกว่า หรือสำคัญกว่าทิศตะวันตก และลำดับทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก็จะเหนือกว่าทิศใต้และทิศเหนือ นอกจากนี้ ทิศทั้งสี่รวมเข้ากับศูนย์กลางก็จะมีความสอดคล้องกับธาตุทั้งห้า (五行) โดยลำดับการเรียกทิศตามความเชื่อเรื่องธาตุทั้งห้านั้น จะเรียงตัวเป็น ตะวันออก→ ใต้→ ตก→ เหนือ (东、南、西、北) หมุนตามเข็มนาฬิกา โดยทิศตะวันออกเป็นธาตุไม้ ทิศใต้เป็นธาตุไฟ ทิศตะวันตกเป็นธาตุโลหะ ทิศเหนือเป็นธาตุน้ำ และใจกลางเป็นธาตุดิน ก่อให้เกิดจักรวาลวิทยาที่สมบูรณ์ แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ที่ว่าการ หรือบ้านของประชาชนทั่วไป ซึ่งมักสร้างแบบ “นั่งเหนือหันใต้” และตำแหน่งด้านตะวันออกก็มักมีความสำคัญมากกว่าด้านตะวันตก

ทิศทั้งสี่กับความหมายเชิงสัญลักษณ์ในวิถีชีวิตจีน

ทิศตะวันออก (東/东)

            รูปแบบของอักษรจีนที่แสดงถึงทิศตะวันออก (東/东) ในอักษรบนกระดูกสัตว์และกระดองเต่า (甲骨文) มีลักษณะคล้ายอักษร "ดวงอาทิตย์" 日อยู่ภายในตัวอักษร "ไม้" 木ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางต้นไม้ ดังนั้น "ทิศตะวันออก" จึงหมายถึงทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและสาดแสงแรกผ่านแนวต้นไม้

            ชาวจีนมองทิศตะวันออกว่าเป็นทิศแห่งการเริ่มต้นใหม่ เป็นทิศแห่งความหวัง เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งโรจน์ เช่น เมื่อคนหนึ่งที่สูญเสียโอกาส หรือเสียตำแหน่งไปแล้วภายหลังสามารถที่จะกลับมาทวงคืนได้อีกครั้ง ก็จะใช้สำนวนว่า “东山再起” (ภูเขาตะวันออกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง)

            คนจีนในอดีตสร้างบ้านโดยยึดหลัก “นั่งเหนือหันใต้” บ้านหลักหันไปทางทิศใต้ ด้านตะวันออกและตะวันตกเป็นเรือนข้าง โดยทั่วไป ด้านตะวันออกเป็นที่อยู่ของเจ้าของบ้าน ส่วนด้านตะวันตกไว้สำหรับแขก การจัดแบบนี้ไม่ได้ทำแบบตามอำเภอใจ แต่มีความหมายซ่อนอยู่ ทิศตะวันออกแทนความมีเกียรติและอำนาจ เวลามีงานเลี้ยง เจ้าของบ้านจะยืนฝั่งตะวันออก ต้อนรับแขก จึงเรียกว่า “东道主” ภายในงานเลี้ยง จะเรียกเจ้าภาพว่า “做东” คำนี้จึงหมายถึงการเป็นเจ้าภาพ ผู้ที่เลี้ยงดูแขกและเป็นผู้จ่ายเงินในงานเลี้ยงต่างๆ ในช่วงนั่งกินเลี้ยงนั้นเจ้าของบ้านหรือเจ้าภาพก็จะนั่งฝั่งตะวันออก เพื่อแสดงสถานะและสะดวกในการดูแลแขก ต่อมาคำว่า “东” ก็กลายเป็นคำแทน “เจ้าของ” เช่น เจ้าของบ้านเรียกว่า “房东” เจ้าของกิจการ หรือเจ้านายเรียกว่า “东家” ในกิจการห้างร้านและบริษัท ผู้ถือหุ้นเรียกว่า “股东”

ทิศตะวันตก (西)

            ทิศตะวันตก (西): อักษรจีนโบราณมีลักษณะคล้ายนกบนรัง เนื่องจากนกกลับรังเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน "ทิศตะวันตก" จึงหมายถึงทิศที่พระอาทิตย์ตกดิน แนวคิดนี้แสดงให้เห็นถึงการสร้างตัวอักษรจากการสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ในธรรมชาติ

            คนจีนถือว่าทิศตะวันตกคือทิศแห่งการสิ้นสุดของวัน และใช้ทิศตะวันตกสื่อถึงจุดจบและการกลับคืน จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงว่า “ทิศตะวันตก = ความตาย” เช่นเมื่อพูดถึงคนคนหนึ่งว่า “กลับสู่ทิศตะวันตก” (归西) ในคำนี้มันไม่ได้หมายความว่าคนนั้นได้กลับไปทางทิศตะวันตกจริงๆ แต่มันหมายถึงการเสียชีวิตไปแล้ว ตามแนวคิดหยินหยางและธาตุทั้งห้า ทิศตะวันตกอยู่ในธาตุทอง ซึ่งสอดคล้องกับฤดูใบไม้ร่วง มีความหมายถึงการหดตัว ความเสื่อมสลาย ซึ่งก็สอดคล้องกับการสิ้นสุดของชีวิต

          ชาวจีนยังมีความเชื่ออีกว่าทิศตะวันตกคือที่ตั้งของสวรรค์ ซึ่งน่าจะมีต้นความเชื่อมาจากศาสนาพุทธนั่นเอง เพราะศาสนาพุทธเผยแพร่มาจากทิศตะวันตกของประเทศจีน คนจีนจึงมีความเชื่อว่าสวรรค์ตามวิถีพุทธ จึงอยู่ที่ฟากฟ้าทางทิศตะวันตก เป็นแดนสุขาวดีของพระพุทธเจ้า หลังจากคนตายแล้ว วิญญาณจะไปเสวยสุขนิรันดร์ที่สวรรค์ด้านทิศตะวันตก จึงเกิดสำนวนที่เกี่ยวกับความตาย เช่น “驾鹤西去” (ขี่นกกระเรียนไปสู่ทิศตะวันตก) หรือ “一命西归” เป็นต้น

ทิศใต้ (南)

            สำหรับอักษร “南” นักภาษาศาสตร์และนักอักษรศาสตร์ได้เสนอคำอธิบายหลายแนวทาง บางแนวคิดเห็นว่ารูปอักษรเดิมมีความเกี่ยวข้องกับภาพของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ยกพื้นสูง บ้างก็ว่ามันคือภาพระฆังขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งเชื่อมโยงกับภาพการเจริญเติบโตของพืชพรรณซึ่งได้รับแสงแดดจากทิศใต้ ในตำราอธิบายอักษรโบราณ 《说文解字》 ซึ่งเรียบเรียงโดย 许慎 ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้กล่าวถึงลักษณะของทิศใต้ว่าเป็นทิศที่พืชพรรณเจริญเติบโตและแผ่กิ่งก้าน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างทิศทาง ภูมิอากาศ และการเกษตรในสังคมจีนโบราณ ทั้งนี้เป็นเพราะ อารยธรรมจีนโบราณจะอาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำฮวงเหอ 黄河 ซึ่งอยู่ในภาคเหนือของจีน หากมองตามแผนที่โลกแล้วจะเห็นว่า ดวงอาทิตย์จะใกล้เส้นศูนย์สูตร เหนือขึ้นไป หรือใต้ลงไปจากเส้นศูนย์สูตรนี้ แสงจากพระอาทิตย์ก็จะเฉียงเข้าหาวัตถุดังนั้นคนจีนจึงนิยมสร้างบ้านโดยหันหน้าบ้านไปทางทิศใต้ เพื่อที่จะให้ภายในตัวบ้านได้รับแสงทั้งวันนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันสามารถหาดูได้จากพระราชวังโบราณต่างๆของจีนโดยเฉพาะที่กรุงปักกิ่ง จะเห็นว่าการวางผังโครงสร้างอาคารที่สำคัญทั้งหมดของพระราชวังจะหันหน้าไปทางทิศใต้

            ความเชื่อหรือสำนวนที่เกิดจากทิศใต้ก็มีอยู่บ้าง เช่น คำว่า ชนกำแพงด้านใต้ 撞南墙 น่าสนใจที่ว่า ไม่พบว่ามีการใช้คำนี้ในทิศอื่นๆ ทั้งนี้เพราะบ้านจีนโบราณมักสร้างแบบ “นั่งเหนือหันใต้” ประตูหันไปทางทิศใต้ ดังนั้นด้านใต้จึงเป็นทิศที่คนเข้าออก แล้วจะชนกำแพงได้เช่นไร ก็มีการอธิบายไว้ว่า ทั้งนี้เพราะว่า คนจีนมักสร้างกำแพงไว้ด้านหน้าประตู กำแพงนี้เอาไว้บังสายตาและกันสิ่งไม่ดี จึงเรียกว่า “กำแพงด้านใต้” เวลาคนจะเข้าบ้านต้องเดินอ้อมซ้ายหรือขวา ถ้าเดินตรงเข้าไปก็จะชนกำแพงนี้ ดังนั้น “撞南墙” จึงใช้เปรียบเทียบคนที่ดื้อ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือไม่ยืดหยุ่น กำแพงนี้เป็นเครื่องเตือนให้รู้จักปรับตัว อย่ายึดติดทางเดียวจนสุดทาง ตามแนวคิดของลัทธิขงจื๊อที่ว่า “การเคลื่อนไหวและหยุดต้องเหมาะสมตามเวลา” หมายถึงควรยืดหยุ่น เช่น เวลาทะเลาะกัน ไม่จำเป็นต้องเอาชนะให้ได้ ลองสงบสติอารมณ์สักพัก เรื่องอาจคลี่คลายเอง ส่วนลัทธิเต๋ากล่าวว่า “คุณธรรมสูงสุดเหมือนน้ำ ที่เอื้อประโยชน์แก่ทุกสิ่งโดยไม่แย่งชิง” หมายถึงเราควรเป็นเหมือนน้ำ เจออุปสรรคก็หลีกเลี่ยง ไม่ปะทะตรง ๆ กลับจะไปได้ไกลกว่า

ทิศเหนือ (北)

            อักษร “北” ในอักษรบนกระดูกกระดองสัตว์甲骨文มีลักษณะเป็นภาพของบุคคลสองคนยืนหันหลังชนกัน ความหมายดั้งเดิมของอักษรนี้จึงหมายถึง “ด้านหลัง” คำว่า “北” (เหนือ) ในที่นี้ จึงไม่ได้หมายถึงทิศเหนือ แต่เป็นคำกริยา หมายถึง “หันหลังให้” ในสมัยโบราณ เวลากองทัพทั้งสองฝ่ายรบกัน ทหารจะเผชิญหน้าศัตรู แต่เมื่อแพ้ก็จะหันหลังหนี ทำให้หลังหันไปทางศัตรู หรือ “หันหลังหนีศัตรู” ดังนั้นจึงเกิดคำว่า “败北” จึงหมายถึง “แพ้แล้วหันหลังหนี” คำว่า北แต่เดิมจึงไม่ได้เกี่ยวกับทิศเหนือเลย แต่จะใช้ภาพของ “北” มาแทนความพ่ายแพ้

            ต่อมา เมื่อชาวจีนโบราณต้องการสร้างอักษรทิศเหนือ ก็มีการพัฒนาการมาจากวิถีชีวิตของคน เช่นการสร้างบ้านก็นิยมหันไปทิศใต้เป็นหลัก ทีนี้ด้านหลังของผู้คนที่หันหน้าไปทางทิศใต้จึงตรงกับทิศเหนือ ด้วยเหตุนี้ความหมายของอักษร “北” ที่แสดงถึงด้านหลังของคน จึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความหมายว่า “ทิศเหนือ” นั่นเอง

            นอกจากนี้ ทิศทั้งสี่รวมเข้ากับศูนย์กลางก็จะมีความสอดคล้องกับธาตุทั้งห้า โดยลำดับการเรียกทิศตามความเชื่อเรื่องธาตุทั้งห้านั้น จะเรียงตัวเป็น ตะวันออก→ ใต้→ ตก→ เหนือ โดย ทิศตะวันออกเป็นธาตุไม้ ทิศใต้เป็นธาตุไฟ ทิศตะวันตกเป็นธาตุโลหะ ทิศเหนือเป็นธาตุน้ำ และใจกลางเป็นธาตุดิน ก่อให้เกิดจักรวาลวิทยาที่สมบูรณ์

            โดยสรุป อักษรจีนที่ใช้แสดงทิศทั้งสี่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางภาษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนกระบวนการรับรู้โลกของมนุษย์ผ่านการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต การศึกษารูปแบบและความหมายของอักษรเหล่านี้จึงมีความสำคัญทั้งในด้านอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ภาษา และการทำความเข้าใจภูมิปัญญาของสังคมจีนโบราณ.

รายการอ้างอิง

许慎. (2013). 说文解字.. 北京:中华书局.

Qiu, X. (2000). Chinese writing (G. L. Mattos & J. Norman, Trans.). The Society for the Study of Early China and the Institute of East Asian Studies, University of California, Berkeley.

ถาวร สิกขโกศล. (2557). เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้. กรุงเทพฯ: มติชน.

  • 14